Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@sanookholiday

Travel License : 11/06310

หน้าแรก

/

ข้อมูลท่องเที่ยว

ข้อมูลท่องเที่ยว

พระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) วัดโคโตกุอิน แลนด์มาร์กเก่าแก่แห่งเมืองคามาคุระ

พระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) วัดโคโตกุอิน แลนด์มาร์กเก่าแก่แห่งเมืองคามาคุระ

40

พระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คามาคุระ ไดบุตสุ (Kamakura Daibutsu) เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ภายในบริเวณ วัดโคโตกุอิน (Kotoku-in Temple) เมืองคามาคุระ จังหวัดคานากาวะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว ด้วยความยิ่งใหญ่ขององค์พระที่มีความสูงกว่า 11 เมตร ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 700 ปี และความงดงามท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าของญี่ปุ่น ทำให้พระใหญ่ไดบุตสุกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก และเป็นจุดหมายสำคัญในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางโตเกียวและคันโต นอกจากความงดงามทางศิลปะแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวญี่ปุ่น รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญมากมาย ตั้งแต่ยุคคามาคุระจนถึงปัจจุบัน รู้จักพระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) พระใหญ่ไดบุตสุแห่งคามาคุระ เป็นพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ (Amida Buddha) ประดิษฐานอยู่ภายในวัดโคโตกุอิน เมืองคามาคุระ จังหวัดคานากาวะ เดิมทีพระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1252 ในสมัยคามาคุระ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองคามาคุระเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการปกครองของญี่ปุ่น องค์พระถูกสร้างขึ้นด้วยทองสัมฤทธิ์ มีน้ำหนักประมาณ 121 ตัน และมีความสูงประมาณ 11.3 เมตร เมื่อรวมฐานแล้วมีความสูงมากกว่า 13 เมตร ทำให้เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปกลางแจ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สิ่งที่ทำให้พระใหญ่ไดบุตสุมีความพิเศษคือ เดิมองค์พระเคยประดิษฐานอยู่ภายในวิหารขนาดใหญ่ แต่หลังจากเกิดภัยธรรมชาติหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์สึนามิในศตวรรษที่ 15 อาคารโดยรอบได้รับความเสียหาย จนเหลือเพียงองค์พระที่ยังคงตั้งอยู่กลางแจ้งมาจนถึงปัจจุบัน

หมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านเทพนิยายแห่งญี่ปุ่น จุดเช็กอินสุดน่ารักแห่งคิวชู

หมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านเทพนิยายแห่งญี่ปุ่น จุดเช็กอินสุดน่ารักแห่งคิวชู

40

ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสีและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมีเมืองเล็ก ๆ ที่ซ่อนเสน่ห์เฉพาะตัว เต็มไปด้วยธรรมชาติ วัฒนธรรม และบรรยากาศแสนอบอุ่น หนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่นักท่องเที่ยวคือ หมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) เมืองเล็กแสนโรแมนติกในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ด้วยภาพลักษณ์ของหมู่บ้านสไตล์ยุโรปหลังเล็ก ๆ อาคารไม้สีอบอุ่น ถนนหิน ร้านค้าสุดน่ารัก และบรรยากาศคล้ายหลุดออกมาจากโลกแห่งนิทาน ทำให้ Yufuin Floral Village กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางกับ ทัวร์ญี่ปุ่น นิยมแวะมาเยือน โดยเฉพาะเส้นทางเที่ยวคิวชู ยูฟุอินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ถ่ายภาพสวยเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองออนเซ็นชื่อดังที่มีธรรมชาติสวยงาม รายล้อมด้วยภูเขาและทะเลสาบ รวมถึงมีร้านค้า คาเฟ่ และกิจกรรมมากมายที่สะท้อนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม รู้จักหมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) Yufuin Floral Village ตั้งอยู่ในเมืองยูฟุอิน จังหวัดโออิตะ (Oita Prefecture) ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู เป็นหมู่บ้านจำลองขนาดเล็กที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชนบทในประเทศอังกฤษ โดยออกแบบให้มีบรรยากาศเหมือนหมู่บ้านในเทพนิยาย ภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยอาคารไม้สไตล์ยุโรปหลังเล็ก ๆ สีสันอบอุ่น ร้านขายของที่ระลึก คาเฟ่ ร้านขนม และร้านค้าธีมตัวละครยอดนิยม ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ครอบครัว คู่รัก ไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ แม้พื้นที่ของหมู่บ้านจะไม่ใหญ่มาก แต่ทุกมุมได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน มีทั้งสวนดอกไม้ ต้นไม้เล็ก ๆ และมุมถ่ายภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในหมู่บ้านยุโรปกลางชนบท

โบสถ์สีชมพู (Danang Cathedral) แลนด์มาร์กแห่งเมืองดานัง สถาปัตยกรรมยุโรปใจกลางเวียดนาม

โบสถ์สีชมพู (Danang Cathedral) แลนด์มาร์กแห่งเมืองดานัง สถาปัตยกรรมยุโรปใจกลางเวียดนาม

43

เมื่อพูดถึงเมืองดานัง (Da Nang) ประเทศเวียดนาม หลายคนอาจนึกถึงชายหาดสวย บานาฮิลล์ สะพานมังกร หรือภูเขาหินอ่อน แต่ท่ามกลางสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังเหล่านั้น ยังมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่โดดเด่นและเป็นภาพจำของเมืองดานัง นั่นคือ โบสถ์สีชมพู (Danang Cathedral) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า โบสถ์คริสต์สีชมพูดานัง ด้วยอาคารสีชมพูพาสเทลอันเป็นเอกลักษณ์ ยอดแหลมสไตล์โกธิก และบรรยากาศที่แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป ทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมถึงเป็นสถานที่ที่มักถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรม ทัวร์เวียดนาม เส้นทางดานัง ฮอยอัน และเว้ แม้จะเป็นโบสถ์ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เสน่ห์ของ Danang Cathedral อยู่ที่ความเรียบง่าย ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมยุโรปยุคอาณานิคมฝรั่งเศสกับสีสันสดใสที่หาได้ยาก ทำให้ทุกมุมของโบสถ์สามารถเป็นภาพถ่ายที่สวยงามและน่าจดจำ รู้จักโบสถ์สีชมพู ดานัง (Danang Cathedral) Danang Cathedral มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Da Nang Cathedral หรือในภาษาเวียดนามเรียกว่า Nhà thờ Con Gà ซึ่งมีความหมายว่า "โบสถ์ไก่" เนื่องจากบริเวณยอดหอคอยของโบสถ์มีรูปปั้นไก่สีเทาตั้งอยู่ด้านบน เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่มาของชื่อเรียกนี้ โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1923 ในช่วงที่เวียดนามยังอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาคริสต์ของชุมชนในเมืองดานัง ด้วยระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 1 ปี โบสถ์แห่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนอิทธิพลของฝรั่งเศสในเวียดนามได้อย่างชัดเจน ทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิก (Gothic Architecture) หน้าต่างกระจกสี และโครงสร้างอาคารที่มีความสูงสง่างาม

หมู่บ้านกังหันลมซานสคันส์ (Zaanse Schans) แลนด์มาร์กเนเธอร์แลนด์ที่ต้องไปสักครั้ง

หมู่บ้านกังหันลมซานสคันส์ (Zaanse Schans) แลนด์มาร์กเนเธอร์แลนด์ที่ต้องไปสักครั้ง

37

ทำความรู้จักหมู่บ้านกังหันลมซานสคันส์ (Zaanse Schans) หากพูดถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น กังหันลมขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้าสีเขียว บ้านไม้สไตล์ดัตช์ และรองเท้าไม้ (Clogs) ซึ่งภาพเหล่านี้สามารถพบเห็นได้อย่างครบถ้วนที่ หมู่บ้านกังหันลมซานสคันส์ (Zaanse Schans) สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) และเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโปรแกรม ทัวร์เนเธอร์แลนด์ ที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องแวะมาเยือน หมู่บ้านแห่งนี้เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง (Open-Air Museum) ที่รวบรวมวิถีชีวิตของชาวดัตช์ในช่วงศตวรรษที่ 17–18 เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งกังหันลมโบราณ บ้านไม้สีเขียวริมคลอง โรงงานผลิตชีส โรงงานทำรองเท้าไม้ และเวิร์กช็อปงานฝีมือแบบดั้งเดิม ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวเนเธอร์แลนด์ได้อย่างใกล้ชิด ด้วยทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาด บรรยากาศอันเงียบสงบ และเอกลักษณ์ที่หาชมได้ยากในโลกปัจจุบัน ทำให้ Zaanse Schans ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยที่สุดของประเทศ และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่เดินทางมา ทัวร์เนเธอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน หรือฤดูหนาว ต่างก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine) เกียวโต แลนด์มาร์กเสาโทริอิยักษ์และสวนญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาด

ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine) เกียวโต แลนด์มาร์กเสาโทริอิยักษ์และสวนญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาด

37

ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine) สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเมืองเกียวโต หากพูดถึงเมืองเกียวโต หลายคนมักนึกถึงวัดคิโยมิสึเดระ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ หรือวัดคินคะคุจิ แต่ยังมีอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่โดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสวนญี่ปุ่นอันงดงาม นั่นคือ ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine หรือ Heian Jingu) หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนิยมเดินทางมาเยือนเมื่อมา ทัวร์ญี่ปุ่น สิ่งแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนคือ เสาโทริอิสีแดงขนาดมหึมา ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บริเวณทางเข้าสู่ศาลเจ้า ถือเป็นหนึ่งในเสาโทริอิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น มองเห็นได้จากระยะไกลและกลายเป็นสัญลักษณ์ของย่านโอคาซากิ (Okazaki) ในเมืองเกียวโต นอกจากความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ยังโดดเด่นด้วยสวนญี่ปุ่นระดับมาสเตอร์พีซที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของเกียวโต มีพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร เต็มไปด้วยบ่อน้ำ สะพานไม้ ดอกซากุระ ไอริส และต้นเมเปิลที่ผลัดเปลี่ยนสีตามฤดูกาล ทำให้สามารถเดินเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ด้วยความสวยงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าเฮอันจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มักถูกรวมอยู่ในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางโอซาก้า–เกียวโต–นารา เพราะสามารถเที่ยวได้สะดวกและใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็สัมผัสเสน่ห์ของเกียวโตได้อย่างเต็มอิ่ม

ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ Dazaifu Tenmangu ฟุกุโอกะ ศาลเจ้าแห่งการศึกษา

ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ Dazaifu Tenmangu ฟุกุโอกะ ศาลเจ้าแห่งการศึกษา

37

หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฟุกุโอกะ หลายคนอาจนึกถึงอาหารท้องถิ่น เมืองฮากาตะ หรือแหล่งช้อปปิ้งใจกลางเมือง แต่หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนความเชื่อและจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้ง คือ ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ (Dazaifu Tenmangu : 太宰府天満宮) ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศาลเจ้าเทนมังกุที่สำคัญที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงในฐานะ "ศาลเจ้าแห่งการศึกษา" เนื่องจากเป็นสถานที่สักการะเทพเจ้าแห่งความรู้ การเรียน และปัญญา ทุกปีจะมีนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองจากทั่วประเทศญี่ปุ่นเดินทางมายังศาลเจ้าแห่งนี้ เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในการสอบ การเรียน และเส้นทางอาชีพในอนาคต ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน สถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม สวนสวย และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ทำให้ Dazaifu Tenmangu เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางฟุกุโอกะ–คิวชู ประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุตั้งอยู่ในเมืองดาไซฟุ จังหวัดฟุกุโอกะ โดยมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี และเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ ซุกาวาระ โนะ มิชิซาเนะ (Sugawara no Michizane) ซุกาวาระ โนะ มิชิซาเนะ เป็นนักปราชญ์ นักการเมือง และกวีผู้มีชื่อเสียงในยุคเฮอัน (Heian Period) ของญี่ปุ่น ท่านได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถด้านการศึกษาและวรรณกรรมอย่างโดดเด่น ในช่วงชีวิตของท่าน มิชิซาเนะเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก แต่ภายหลังเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ท่านถูกส่งมายังเมืองดาไซฟุ ซึ่งในอดีตเป็นศูนย์กลางการปกครองของภูมิภาคคิวชู หลังจากท่านเสียชีวิต ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าวิญญาณของท่านมีพลังด้านความรู้และปัญญา จึงเกิดการสร้างศาลเจ้าเพื่อบูชาและระลึกถึงท่านในฐานะ เทพเทนจิน (Tenjin) ต่อมาศาลเจ้าแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความศรัทธาที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการขอพรด้านการศึกษาและความสำเร็จ

ศาลเจ้าคุชิดะ Kushida Shrine ฟุกุโอกะ เที่ยวศาลเจ้าเก่าแก่แห่งฮากาตะ

ศาลเจ้าคุชิดะ Kushida Shrine ฟุกุโอกะ เที่ยวศาลเจ้าเก่าแก่แห่งฮากาตะ

42

หากพูดถึงเมืองฟุกุโอกะ (Fukuoka) หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น หลายคนอาจนึกถึงอาหารชื่อดังอย่างราเมงฮากาตะ แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ หรือบรรยากาศเมืองที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยและวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ท่ามกลางความคึกคักของย่านฮากาตะ ยังมีสถานที่หนึ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองมาอย่างยาวนาน นั่นคือ ศาลเจ้าคุชิดะ (Kushida Shrine : 櫛田神社) ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง และถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองฟุกุโอกะ ศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการสักการะขอพรเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวฮากาตะได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นสถานที่จัดเทศกาลชื่อดังระดับประเทศอย่าง ฮากาตะ กิอง ยามาคาสะ (Hakata Gion Yamakasa) ด้วยบรรยากาศอันสงบ เสาโทริอิสีแดง สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทำให้ศาลเจ้าคุชิดะเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความนิยมในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางฟุกุโอกะ–คิวชู ประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าคุชิดะ (Kushida Shrine) ศาลเจ้าคุชิดะถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 757 ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,200 ปี โดยมีความเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ความเชื่อและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในพื้นที่เมืองฮากาตะ ในอดีตเมืองฮากาตะเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่น เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับคาบสมุทรเกาหลีและเอเชียตะวันออก ทำให้เป็นศูนย์กลางทางการค้า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการเดินทางระหว่างประเทศ ศาลเจ้าคุชิดะจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะสถานที่ที่ชาวเมืองเดินทางมาสักการะเพื่อขอพรเกี่ยวกับความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง และความอุดมสมบูรณ์ เทพเจ้าหลักที่ประดิษฐานภายในศาลเจ้า ได้แก่ Amaterasu Omikami เทพีแห่งดวงอาทิตย์ หนึ่งในเทพเจ้าที่สำคัญที่สุดของศาสนาชินโต Ohatanushi no Mikoto เทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องและความเจริญรุ่งเรือง Susanoo no Mikoto เทพแห่งการกำจัดสิ่งชั่วร้ายและการป้องกันภัย ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ ทำให้ชาวฟุกุโอกะนิยมเดินทางมาขอพร โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ความสำเร็จ การงาน และความปลอดภัยในการเดินทาง

หมู่บ้านน้ำใส (Oshino Hakkai) เสน่ห์แห่งธรรมชาติใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ

หมู่บ้านน้ำใส (Oshino Hakkai) เสน่ห์แห่งธรรมชาติใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ

46

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถสะท้อนภาพความงดงามของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ หลายคนอาจนึกถึงโตเกียว เกียวโต หรือโอซาก้า แต่หากต้องการสัมผัสบรรยากาศญี่ปุ่นแบบเรียบง่าย รายล้อมด้วยธรรมชาติ และมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิอันยิ่งใหญ่ หมู่บ้านน้ำใส (Oshino Hakkai) คือหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาด หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิ โดดเด่นด้วยบ่อน้ำธรรมชาติ 8 แห่งที่เกิดจากน้ำหิมะและน้ำฝนซึมผ่านชั้นลาวาภูเขาไฟเป็นเวลาหลายปี จนกลายเป็นน้ำใสบริสุทธิ์ที่สามารถมองเห็นพื้นบ่อได้อย่างชัดเจน ด้วยความงดงามของบ่อน้ำใส บ้านเรือนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ทุ่งนา และวิวภูเขาไฟฟูจิที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง ทำให้ Oshino Hakkai กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และมักถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางโตเกียว–ฟูจิ–คาวากุจิโกะ ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ถ่ายภาพสวยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างชาวญี่ปุ่นกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง

วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) วัดทองแห่งเกียวโต มรดกโลกสุดงดงามที่ต้องไปเยือน

วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) วัดทองแห่งเกียวโต มรดกโลกสุดงดงามที่ต้องไปเยือน

48

หากพูดถึงเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากมาเยือนสักครั้ง คือ วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ วัดทอง ศาสนสถานอันงดงามที่โดดเด่นด้วยอาคารสีทองอร่ามสะท้อนผืนน้ำอย่างสง่างาม จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเกียวโตและเป็นจุดหมายยอดนิยมของผู้เดินทางกับ ทัวร์ญี่ปุ่น วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากอาคาร "Golden Pavilion" หรือศาลาทองสามชั้นที่หุ้มด้วยแผ่นทองคำเปลวแท้ สถาปัตยกรรมอันวิจิตรผสานกับสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมและสระน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกิดภาพทิวทัศน์ที่งดงามราวกับภาพวาดในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นช่วงดอกซากุระบาน สีเขียวสดของฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง หรือหิมะสีขาวที่ปกคลุมในฤดูหนาว นอกจากความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมแล้ว วัดคินคะคุจิยังสะท้อนแนวคิดด้านพุทธศาสนา ศิลปะญี่ปุ่น และวิถีชีวิตของชนชั้นปกครองในยุคมุโรมาจิได้อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นสถานที่ที่ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาด ประวัติความเป็นมาของวัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) วัดคินคะคุจิมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Rokuon-ji (鹿苑寺) เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นคฤหาสน์ของขุนนาง ก่อนที่ โชกุนอาชิคางะ โยชิมิตสึ (Ashikaga Yoshimitsu) จะซื้อไว้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 และสร้างเป็นวิลล่าพักผ่อนที่มีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น หลังจากโชกุนโยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรม ได้มีการเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็นวัดในนิกายเซนตามความประสงค์ของท่าน จนกลายเป็นวัดสำคัญของเมืองเกียวโต และเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมสวนญี่ปุ่นในยุคมุโรมาจิ แม้อาคารดั้งเดิมจะถูกเพลิงไหม้ในปี ค.ศ. 1950 แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้บูรณะขึ้นใหม่อย่างพิถีพิถันในปี ค.ศ. 1955 โดยคงรูปแบบดั้งเดิมไว้มากที่สุด ปัจจุบันอาคารที่เห็นคือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดีและยังคงความงดงามไม่ต่างจากในอดีต ทำไมวัดคินคะคุจิจึงถูกเรียกว่า "วัดทอง"? เหตุผลที่วัดแห่งนี้ได้รับสมญานามว่า วัดทอง (Golden Pavilion) มาจากอาคารหลักสามชั้นที่มีชื่อว่า "คินคะคุ" ซึ่งชั้นที่สองและชั้นที่สามหุ้มด้วยแผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์ ทำให้เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ อาคารจะเปล่งประกายสีทองอย่างงดงาม ทองคำที่ใช้ไม่ได้มีไว้เพื่อความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนแนวคิดทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ การหลุดพ้น และแสงแห่งปัญญา จึงทำให้อาคารแห่งนี้มีทั้งคุณค่าทางศิลปะและคุณค่าทางจิตวิญญาณ องค์ประกอบ รายละเอียด ชื่อทางการ Rokuon-ji (วัดโรคุองจิ) ชื่อที่รู้จักทั่วไป วัดคินคะคุจิ หรือ วัดทอง (Golden Pavilion) ก่อสร้างครั้งแรก ปลายศตวรรษที่ 14 ในสมัยโชกุนอาชิคางะ โยชิมิตสึ มรดกโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ในปี ค.ศ. 1994

มประตูสีแดง ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Shrine) แลนด์มาร์กแห่งเกียวโต สัญลักษณ์แห่งความศรัทธา

มประตูสีแดง ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Shrine) แลนด์มาร์กแห่งเกียวโต สัญลักษณ์แห่งความศรัทธา

39

หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นที่สามารถจดจำได้ทันทีจากภาพถ่าย หนึ่งในสถานที่ที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Shrine) แห่งเมืองเกียวโต สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่โดดเด่นด้วยแนว เสาโทริอิสีแดงนับพันต้น ซึ่งทอดยาวขึ้นไปบนภูเขาอินาริ ภาพของนักท่องเที่ยวเดินผ่านอุโมงค์ซุ้มประตูสีแดงสดที่เรียงต่อกันอย่างงดงาม กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของประเทศญี่ปุ่น และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้ติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น จากทั่วโลก ไม่เพียงแต่ความสวยงามทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ฟูชิมิอินาริยังเป็นสถานที่ที่สะท้อนความเชื่อ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของชาวญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 1,300 ปี ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะไม่ได้เพียงแค่ถ่ายภาพสวย ๆ แต่ยังได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความศรัทธาที่หาได้ยากจากที่อื่น รู้จักศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari Shrine) ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ หรือชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า 伏見稲荷大社 (Fushimi Inari Taisha) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ และเป็นศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าอินาริกว่า 30,000 แห่งทั่วญี่ปุ่น ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 711 ก่อนที่จะย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันบริเวณภูเขาอินาริในปี ค.ศ. 816 โดยมีความเกี่ยวข้องกับเทพอินาริ (Inari Okami) ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ชาวญี่ปุ่นให้ความเคารพในฐานะเทพแห่งการเกษตร ข้าว ความอุดมสมบูรณ์ การค้า และความเจริญรุ่งเรือง ด้วยความเชื่อที่ว่าเทพอินาริสามารถนำพาความสำเร็จและความมั่งคั่งมาให้ ศาลเจ้าแห่งนี้จึงได้รับความนิยมอย่างมากจากนักธุรกิจ ร้านค้า และผู้ประกอบการที่เดินทางมาสักการะเพื่อขอพรด้านการงานและธุรกิจ

หมู่บ้านกีธูร์น (Giethoorn) เวนิสแห่งเนเธอร์แลนด์ หมู่บ้านในฝันสุดโรแมนติกแห่งยุโรป

หมู่บ้านกีธูร์น (Giethoorn) เวนิสแห่งเนเธอร์แลนด์ หมู่บ้านในฝันสุดโรแมนติกแห่งยุโรป

57

หมู่บ้านกีธูร์น (Giethoorn) สวรรค์เล็ก ๆ แห่งเนเธอร์แลนด์ ที่ต้องไปสัมผัสสักครั้ง เมื่อพูดถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ หลายคนอาจนึกถึงกังหันลม ทุ่งดอกทิวลิป เมืองอัมสเตอร์ดัม หรือคลองเก่าแก่ที่มีเสน่ห์ แต่ยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ และได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดของยุโรป นั่นคือ หมู่บ้านกีธูร์น (Giethoorn) ด้วยภาพของบ้านหลังเล็กสไตล์ดัตช์ตั้งเรียงรายอยู่ริมคลอง มีสะพานไม้ทอดข้ามสายน้ำกว่า 170 แห่ง และผู้คนเดินทางด้วยเรือแทนรถยนต์ ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับฉายาว่า “เวนิสแห่งเนเธอร์แลนด์ (Venice of the Netherlands)” สำหรับนักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางกับ ทัวร์เนเธอร์แลนด์ หมู่บ้านกีธูร์นถือเป็นหนึ่งในสถานที่ห้ามพลาด เพราะเป็นจุดหมายที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวทั่วไป ให้ความรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกแห่งนิทาน ที่เต็มไปด้วยความสงบ ความสวยงาม และวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายของชาวดัตช์

สวนโออิชิปาร์ค (Oishi Park) ชมดอกไม้งาม วิวภูเขาไฟฟูจิ

สวนโออิชิปาร์ค (Oishi Park) ชมดอกไม้งาม วิวภูเขาไฟฟูจิ

70

หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถชม ภูเขาไฟฟูจิ ได้อย่างงดงามที่สุด หลายคนอาจนึกถึงทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) และหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดนิยมที่ไม่ควรพลาดก็คือ สวนโออิชิปาร์ค (Oishi Park) สวนดอกไม้ริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยวิวภูเขาไฟฟูจิอันยิ่งใหญ่ที่เป็นฉากหลัง พร้อมทุ่งดอกไม้หลากสีสันที่ผลัดเปลี่ยนกันบานตลอดทั้งปีสำหรับผู้ที่เดินทางกับ ทัวร์ญี่ปุ่น สวนโออิชิปาร์คถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดฮิตของเส้นทางโตเกียว–ฟูจิ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสธรรมชาติอันงดงามแล้ว ยังสามารถถ่ายภาพวิวฟูจิในมุมที่สวยที่สุด พร้อมเดินเล่นท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและสดชื่น

วัดน้ำใส หรือ วัดคิโยมิสึ (Kiyomizu-dera) ชมใบไม้เปลี่ยนสี เกียวโต แลนด์มาร์กสุดประทับใจแห่งญี่ปุ่น

วัดน้ำใส หรือ วัดคิโยมิสึ (Kiyomizu-dera) ชมใบไม้เปลี่ยนสี เกียวโต แลนด์มาร์กสุดประทับใจแห่งญี่ปุ่น

57

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สะท้อนความงดงามของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ หลายคนมักนึกถึงเมืองเกียวโต เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม สถาปัตยกรรมโบราณ และวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์มาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเกียวโตคือ วัดน้ำใส หรือ วัดคิโยมิสึ (Kiyomizu-dera Temple) วัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงระดับโลก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือช่วงที่ต้นเมเปิลและต้นไม้ต่าง ๆ เปลี่ยนสี วัดน้ำใสจะกลายเป็นหนึ่งในจุดชม ใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยภาพของอาคารไม้โบราณตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาที่ปกคลุมด้วยสีแดง ส้ม และเหลือง เป็นภาพที่สะท้อนเสน่ห์ของญี่ปุ่นได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับนักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางกับ ทัวร์ญี่ปุ่น วัดน้ำใสมักถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมเที่ยวเกียวโต เพราะเป็นสถานที่ที่สามารถสัมผัสได้ทั้งความงดงามทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวัฒนธรรมญี่ปุ่นภายในสถานที่เดียว รู้จักวัดน้ำใส หรือ วัดคิโยมิสึ (Kiyomizu-dera) วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu-dera Temple : 清水寺) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า วัดน้ำใส เป็นวัดพุทธเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาฮิงาชิยามะ (Higashiyama) ทางตะวันออกของเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ชื่อ “คิโยมิสึ” มีความหมายว่า “น้ำบริสุทธิ์” ซึ่งมาจากน้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) ที่ไหลผ่านบริเวณด้านหลังวัด เชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนสามารถดื่มเพื่อขอพรเกี่ยวกับสุขภาพ ความสำเร็จ และความรัก วัดแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่วัดคิโยมิสึเดระมีเสน่ห์มากที่สุดช่วงหนึ่งคือ ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เพราะบริเวณโดยรอบวัดตั้งอยู่บนภูเขา ทำให้สามารถมองเห็นผืนป่าที่เปลี่ยนสีอย่างงดงาม พร้อมวิวเมืองเกียวโตที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า

วัดเทียนหยวน (Tianyuan Temple) จุดชมซากุระไต้หวัน ชมดอกซากุระบานสวยใกล้ไทเป

วัดเทียนหยวน (Tianyuan Temple) จุดชมซากุระไต้หวัน ชมดอกซากุระบานสวยใกล้ไทเป

61

เมื่อพูดถึงสถานที่ชมซากุระที่สวยงามในเอเชีย หลายคนอาจนึกถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก แต่ความจริงแล้ว ไต้หวัน ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่มีเสน่ห์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะที่ วัดเทียนหยวน (Tianyuan Temple) สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเขตตั้นสุ่ย (Tamsui) เมืองนิวไทเป (New Taipei City) วัดแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูซากุระ เพราะบริเวณโดยรอบวัดจะเต็มไปด้วยต้นซากุระหลากหลายสายพันธุ์ที่บานสะพรั่งล้อมรอบเจดีย์ทรงสูงกลางวัด เกิดเป็นภาพที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมและความงดงามของธรรมชาติได้อย่างลงตัว สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางกับ ทัวร์ไต้หวัน วัดเทียนหยวนถือเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของเส้นทางเที่ยวไทเปช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะสามารถเดินทางได้สะดวก อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง และสามารถจัดรวมกับสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอื่น ๆ เช่น เมืองเก่าตั้นสุ่ย Fisherman's Wharf และถนนโบราณได้ภายในวันเดียว บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเสน่ห์ของ วัดเทียนหยวน (Tianyuan Temple) ตั้งแต่ประวัติ ความสำคัญ จุดชมซากุระ มุมถ่ายภาพ วิธีเดินทาง และเหตุผลว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนประเทศไต้หวัน รู้จักวัดเทียนหยวน (Tianyuan Temple) จุดชมซากุระชื่อดังแห่งไต้หวัน วัดเทียนหยวน (天元宮 : Tianyuan Temple) เป็นวัดลัทธิเต๋าที่ตั้งอยู่บนพื้นที่เนินเขาในเขตตั้นสุ่ย (Tamsui District) ทางตอนเหนือของเมืองนิวไทเป ประเทศไต้หวัน ด้วยทำเลที่ตั้งบนพื้นที่สูง ทำให้บริเวณวัดสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้อย่างกว้างไกล ทั้งภูเขา ท้องฟ้า และเมืองตั้นสุ่ยด้านล่าง โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เมื่อดอกซากุระบานพร้อมกันทั่วบริเวณ จะกลายเป็นภาพที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชื่นชมจำนวนมาก เอกลักษณ์สำคัญของวัดแห่งนี้คือ เจดีย์ 5 ชั้นทรงจีน ที่ตั้งอยู่ตรงกลางลานวัด ซึ่งเมื่อมองผ่านแนวต้นซากุระ จะเกิดเป็นภาพมุมถ่ายรูปที่โดดเด่นและเป็นภาพจำของวัดเทียนหยวน แม้ว่าวัดเทียนหยวนจะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ชมดอกไม้เท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไต้หวันนิยมเดินทางมากราบไหว้ ขอพร และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล

หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) เสน่ห์หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณกลางหุบเขา

หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) เสน่ห์หมู่บ้านญี่ปุ่นโบราณกลางหุบเขา

63

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และกลิ่นอายวัฒนธรรมดั้งเดิม หนึ่งในชื่อที่นักเดินทางทั่วโลกต้องนึกถึงคือ ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) หมู่บ้านโบราณเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาของจังหวัดกิฟุ (Gifu) ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น ด้วยภาพบ้านไม้หลังคาทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวในฤดูหนาว ทุ่งนาสีเขียวในฤดูร้อน และใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ชิราคาวาโกะกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่นิยมเดินทางกับ ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางยอดนิยมอย่าง โตเกียว – ฟูจิ – ทาคายาม่า – ชิราคาวาโกะ เพราะสามารถสัมผัสทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมได้ภายในทริปเดียว บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเรื่องราวของ หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) ตั้งแต่ประวัติ ความสำคัญ บ้านทรงกัสโชสึคุริ จุดเที่ยวสำคัญ วิธีเดินทาง และเหตุผลที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ต้องไปเยือนเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น รู้จักชิราคาวาโกะ (Shirakawago) หมู่บ้านมรดกโลกแห่งญี่ปุ่น ชิราคาวาโกะ (白川郷 : Shirakawa-go) มีความหมายว่า “หมู่บ้านแห่งแม่น้ำสีขาว” ตั้งอยู่ในเขตโอกิมาจิ (Ogimachi) จังหวัดกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น เป็นพื้นที่ชนบทที่มีภูเขาล้อมรอบ และมีแม่น้ำโชกาวะ (Shogawa River) ไหลผ่าน พื้นที่แห่งนี้มีชื่อเสียงจากบ้านเรือนแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า กัสโชสึคุริ (Gassho-zukuri) ซึ่งเป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาสูงลาดชันคล้ายมือสองข้างประกบกัน เพื่อช่วยรองรับหิมะจำนวนมากในช่วงฤดูหนาว ด้วยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมและการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ชิราคาวาโกะจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การ UNESCO ในปี ค.ศ. 1995 ร่วมกับพื้นที่โกคายามะ (Gokayama)

มหากาพย์คู่มือเจาะลึก “พยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น 2027” คลื่นสีชมพูเหนือกาลเวลา

มหากาพย์คู่มือเจาะลึก “พยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น 2027” คลื่นสีชมพูเหนือกาลเวลา

113

เมื่อลมหนาวอันแสนยาวนานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเริ่มอ่อนกำลังลง และกลิ่นอายของไออุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิก้าวเข้ามาแทนที่ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สะกดสายตานักเดินทางทั่วโลกให้หลั่งไหลมารวมกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการเบ่งบานของ "ดอกซากุระ" (Cherry Blossoms) หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันด้วยความภาคภูมิใจว่า "ซากุระหน้า" (Sakura Front / 桜前線) ซึ่งเป็นดั่งสัญญาณเตือนว่าฤดูกาลแห่งความหวัง ความงามอันบริสุทธิ์ และการเริ่มต้นใหม่ได้เวียนกลับมาอีกครั้ง สำหรับปี 2027 นี้ การเตรียมตัวเดินทางล่วงหน้าเพื่อไปยืนอยู่ท่ามกลางอุโมงค์ดอกไม้สีชมพูพาสเทลที่พริ้วไหวตามสายลม เลาะเลียบไปตามปราสาทโบราณและริมแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ คือหมุดหมายสูงสุดของชีวิตนักเดินทางระดับเลอค่าการเดินทางไปชมซากุระไม่ใช่อาศัยเพียงแค่โชคชะตา แต่คือศาสตร์และศิลป์แห่งการวางแผนที่ประณีต เนื่องจากดอกไม้ชนิดนี้มีช่วงเวลาอวดโฉมสะพรั่งเต็มที่ (Full Bloom / Mankai) เพียงแค่ 5 ถึง 7 วันในแต่ละพื้นที่เท่านั้น ก่อนที่จะร่วงโรยกลายเป็นพรมสีชมพูบนพื้นหญ้า ในฐานะที่ Sanook Holiday เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสรรการเดินทางระดับไฮเอนด์ ทริปดีไซเนอร์ของเราจึงได้รวบรวมข้อมูลสถิติ ดัชนีมวลอากาศ และการคาดการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาเพื่อสรรค์สร้างคู่มือ พยากรณ์ซากุระ ญี่ปุ่น 2027 ฉบับมหากาพย์นี้ขึ้นมา เพื่อให้คณะ VIP ของเราได้ปักหมุดจองทริปหรูหราในฝันได้อย่างแม่นยำ ไม่พลาดช่วงเวลาที่งดงามที่สุดแม้แต่วันเดียว