Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@sanookholiday

Travel License : 11/06310

หน้าแรก

/

ข้อมูลท่องเที่ยว

ข้อมูลท่องเที่ยว

เที่ยวฉงชิ่งครั้งแรก ไปไหนดี? อัปเดต 8 พิกัดแลนด์มาร์กเด็ดที่ต้องไปเยือน

เที่ยวฉงชิ่งครั้งแรก ไปไหนดี? อัปเดต 8 พิกัดแลนด์มาร์กเด็ดที่ต้องไปเยือน

397

หากพูดถึงเมืองท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน ชื่อของ ฉงชิ่ง (Chongqing) จะต้องติดอยู่ในอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เมืองแห่งนี้ได้รับฉายาว่า "เมืองภูเขา" เพราะสร้างอยู่บนภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเนินเขาและหน้าผา ทำให้ถนน อาคาร และระบบขนส่งมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเมืองใดในโลก หลายคนอาจรู้จักฉงชิ่งจากภาพ รถไฟวิ่งทะลุอาคาร หรือวิวกลางคืนของ หงหยาต้ง ที่สวยราวกับฉากในภาพยนตร์ แต่แท้จริงแล้วเมืองนี้ยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ ถนนคนเดินสุดคึกคัก ย่านเมืองเก่า และจุดชมวิวสุดมหัศจรรย์อีกมากมาย หากคุณกำลังวางแผนเดินทางกับ ทัวร์ฉงชิ่ง และยังไม่รู้ว่าจะเริ่มเที่ยวจากที่ไหน บทความนี้ได้รวบรวม 8 แลนด์มาร์กห้ามพลาด ที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนฉงชิ่งเป็นครั้งแรก พร้อมข้อมูลการเดินทาง จุดเด่น และเคล็ดลับการเที่ยวให้ครบในทริปเดียว ทำไม "ฉงชิ่ง" ถึงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มาแรง? ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉงชิ่งกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยการผสมผสานระหว่างเมืองสมัยใหม่ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เมืองที่สร้างบนภูเขา มีวิวสวยไม่เหมือนใคร รถไฟฟ้าวิ่งผ่านอาคารที่มีชื่อเสียงระดับโลก วิวกลางคืนสุดอลังการของหงหยาต้ง อาหารขึ้นชื่อ เช่น หม้อไฟฉงชิ่ง ระบบรถไฟฟ้าครอบคลุม เดินทางสะดวก มีทั้งย่านเมืองเก่าและย่านช้อปปิ้งทันสมัย จึงไม่น่าแปลกใจที่โปรแกรม ทัวร์ฉงชิ่ง จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางที่รวมเฉิงตู อู่หลง และอุทยานธรรมชาติชื่อดังของจีนตะวันตก

ทัวร์จีน เที่ยวจีนหน้าหนาวเที่ยวที่ไหนดี? รวม 5 จุดหมายปลายทางหิมะสวยในฝัน

ทัวร์จีน เที่ยวจีนหน้าหนาวเที่ยวที่ไหนดี? รวม 5 จุดหมายปลายทางหิมะสวยในฝัน

344

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี หลายคนเริ่มมองหาสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับสัมผัสอากาศหนาวเย็น ชมหิมะขาวโพลน และเก็บภาพบรรยากาศสุดโรแมนติก ซึ่งหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับการเดินทางช่วงฤดูหนาวก็คือ ประเทศจีน ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่และภูมิประเทศที่หลากหลาย ประเทศจีนจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวหน้าหนาวมากมาย ตั้งแต่เมืองน้ำแข็งที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ภูเขาหิมะสูงตระหง่าน ทะเลสาบสีฟ้าใส ไปจนถึงหมู่บ้านโบราณท่ามกลางหิมะที่สวยราวกับภาพวาด สำหรับนักเดินทางที่กำลังมองหา ทัวร์จีน ในช่วงฤดูหนาว ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างมาก เพราะหลายสถานที่มีเสน่ห์แตกต่างจากฤดูอื่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ที่หลายเมืองจะกลายเป็นดินแดนแห่งหิมะและความงดงามแบบที่หาชมได้ยาก บทความนี้จะพาไปพบกับ 5 จุดหมายยอดนิยมสำหรับ เที่ยวจีนหน้าหนาว ได้แก่ ฮาร์บิน (Harbin) เมืองน้ำแข็งแห่งแดนเหนือ ลี่เจียง (Lijiang) เมืองโบราณกลางหุบเขาหิมะ แชงกรีล่า (Shangri-La) ดินแดนแห่งความฝันบนที่ราบสูง จิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou) สวรรค์แห่งทะเลสาบสีฟ้าและหิมะ จางเจียเจี้ย (Zhangjiajie) ภูเขาหินมหัศจรรย์ในสายหมอก

ภูเขาสี่ดรุณี (Siguniangshan) ภูเขาแอลป์แห่งเมืองเสฉวน สวรรค์ของนักเดินทาง

ภูเขาสี่ดรุณี (Siguniangshan) ภูเขาแอลป์แห่งเมืองเสฉวน สวรรค์ของนักเดินทาง

141

หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน หลายคนอาจนึกถึงจิ่วจ้ายโกวหรือหวงหลง แต่ยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวและช่างภาพ นั่นคือ ภูเขาสี่ดรุณี (Siguniangshan หรือ 四姑娘山) ซึ่งได้รับฉายาว่า "ภูเขาแอลป์แห่งเมืองเสฉวน" ด้วยทิวทัศน์ของยอดเขาหิมะสูงตระหง่าน ทุ่งหญ้ากว้าง ป่าสนสีเขียว ธารน้ำใส และหุบเขาที่งดงามราวกับภาพวาด สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนเดินทางกับ ทัวร์จีน เส้นทางมณฑลเสฉวน ภูเขาสี่ดรุณีถือเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้สัมผัสธรรมชาติระดับโลกแล้ว ยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชนเผ่าทิเบตในพื้นที่ และสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางขุนเขาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่สวยที่สุดของจีน

หลวงพระบาง เมืองแห่งวัดวาอาราม ศิลปะล้านช้าง สัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลก

หลวงพระบาง เมืองแห่งวัดวาอาราม ศิลปะล้านช้าง สัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลก

138

เมื่อพูดถึงเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของประเทศลาว ชื่อของ หลวงพระบาง (Luang Prabang) ถือเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ที่นักเดินทางทั่วโลกอยากไปสัมผัส ด้วยเอกลักษณ์ของเมืองเก่าอันเงียบสงบ สถาปัตยกรรมแบบล้านช้าง ผสมผสานอิทธิพลฝรั่งเศสยุคอาณานิคม และวัดวาอารามเก่าแก่ที่งดงาม ทำให้หลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น เมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) เสน่ห์ของหลวงพระบางไม่ได้อยู่เพียงความสวยงามของสถานที่ แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน ความศรัทธาทางพระพุทธศาสนา และบรรยากาศเรียบง่ายที่แตกต่างจากเมืองใหญ่ทั่วไป นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจะได้สัมผัสวัฒนธรรมลาวอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่พิธีตักบาตรยามเช้า การเดินชมตลาดพื้นเมือง ไปจนถึงการเยี่ยมชมวัดสำคัญที่สะท้อนความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านช้างในอดีต สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทัวร์ลาว เส้นทางหลวงพระบางถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นเมืองที่สามารถรวมทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตไว้ได้อย่างลงตัว หลวงพระบาง เมืองหลวงเก่าแห่งอาณาจักรล้านช้าง หลวงพระบางตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ทางตอนเหนือของประเทศลาว เดิมเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งเป็นอาณาจักรสำคัญของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการเมือง ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม ชื่อ "หลวงพระบาง" มีที่มาจากพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง คือ พระบาง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากชาวลาว และเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนมาอย่างยาวนาน ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทำให้เมืองนี้เต็มไปด้วยวัดเก่าแก่กว่า 30 แห่ง บ้านเรือนแบบดั้งเดิม อาคารสไตล์โคโลเนียล และถนนสายเล็ก ๆ ที่ยังคงรักษาบรรยากาศในอดีตไว้ได้อย่างดี เสน่ห์ของศิลปะล้านช้างในหลวงพระบาง ศิลปะล้านช้างเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมืองหลวงพระบาง โดยมีจุดเด่นคือความประณีต อ่อนช้อย และสะท้อนความเชื่อทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในวัดต่าง ๆ คือ หลังคาซ้อนหลายชั้น ลวดลายแกะสลักไม้ การประดับกระจกสี และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวทางศาสนาและวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต วัดแต่ละแห่งในหลวงพระบางมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน แต่ยังคงสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และความศรัทธา

หุบเขานรกจิโกคุดานิ (Jigokudani) ฮอกไกโด ชมหุบเขาน้ำพุร้อนธรรมชาติสุดมหัศจรรย์

หุบเขานรกจิโกคุดานิ (Jigokudani) ฮอกไกโด ชมหุบเขาน้ำพุร้อนธรรมชาติสุดมหัศจรรย์

111

หากพูดถึงแหล่งออนเซ็นระดับโลกของประเทศญี่ปุ่น ชื่อของ โนโบริเบ็ตสึ (Noboribetsu) ในจังหวัดฮอกไกโด ย่อมติดอันดับต้น ๆ ที่นักเดินทางทั่วโลกอยากไปสัมผัส และสถานที่ที่ถือเป็นหัวใจของเมืองแห่งนี้ก็คือ หุบเขานรกจิโกคุดานิ (Jigokudani) แหล่งกำเนิดน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เต็มไปด้วยไอน้ำสีขาว กลิ่นกำมะถัน และภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ จนได้รับฉายาว่า "หุบเขานรก" แม้ชื่อจะฟังดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วจิโกคุดานิคือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามที่สุดของฮอกไกโด และเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่แทบทุกโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางฮอกไกโดจะต้องแวะเยี่ยมชม เพราะนอกจากจะได้สัมผัสพลังของธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของน้ำแร่ออนเซ็นคุณภาพสูงที่หล่อเลี้ยงโรงแรมและเรียวกังทั่วเมืองโนโบริเบ็ตสึอีกด้วย หุบเขานรกจิโกคุดานิ (Jigokudani) คืออะไร? Jigokudani แปลตรงตัวว่า "หุบเขานรก" เป็นแอ่งภูเขาไฟที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อหลายหมื่นปีก่อน พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยปล่องไอน้ำ น้ำพุร้อนธรรมชาติ บ่อน้ำเดือด และช่องระบายก๊าซกำมะถัน ซึ่งยังคงมีพลังความร้อนใต้พิภพอยู่จนถึงปัจจุบัน พื้นที่ทั้งหมดมีลักษณะเป็นหุบเขาหินสีเทาและสีเหลืองสลับกัน มีไอน้ำพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินตลอดเวลา เมื่อมองจากจุดชมวิวจะเห็นภาพของธรรมชาติที่ทั้งแปลกตาและงดงาม จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภูมิประเทศภูเขาไฟที่โดดเด่นที่สุดของประเทศญี่ปุ่น น้ำแร่จากหุบเขานรกแห่งนี้ถูกส่งต่อไปยังโรงแรมและออนเซ็นต่าง ๆ ในเมืองโนโบริเบ็ตสึ ทำให้เมืองนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น

สวนเอเปค (APEC Park) แลนด์มาร์กใหม่ของเมืองดานัง จุดพักผ่อนและถ่ายรูปสุดทันสมัย

สวนเอเปค (APEC Park) แลนด์มาร์กใหม่ของเมืองดานัง จุดพักผ่อนและถ่ายรูปสุดทันสมัย

158

หากพูดถึงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศเวียดนาม หลายคนคงนึกถึง เมืองดานัง (Da Nang) เมืองชายฝั่งที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทันสมัย ธรรมชาติที่สวยงาม และวัฒนธรรมอันมีเสน่ห์ หนึ่งในแลนด์มาร์กใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ สวนเอเปค (APEC Park) สวนสาธารณะริมแม่น้ำฮานที่โดดเด่นด้วยงานออกแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย และกลายเป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของทั้งชาวเวียดนามและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยทำเลที่ตั้งใจกลางเมือง ใกล้สะพานมังกรและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง สวนเอเปคจึงมักถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรม ทัวร์เวียดนาม เส้นทางดานัง–ฮอยอัน–บานาฮิลส์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินเล่น ถ่ายภาพ และสัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สวนเอเปค (APEC Park) คืออะไร? สวนเอเปค หรือ APEC Park Danang เป็นสวนสาธารณะสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฮาน (Han River) ใจกลางเมืองดานัง สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิก APEC และเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง สวนแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงและขยายพื้นที่ครั้งใหญ่ โดยเพิ่มอาคารหลังคารูปทรงคล้ายใบไม้หรือว่าวที่ลอยอยู่เหนือพื้นดิน ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของสวนและเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมในปัจจุบัน นอกจากจะเป็นสถานที่พักผ่อนแล้ว ภายในสวนยังใช้เป็นพื้นที่จัดนิทรรศการ งานศิลปะ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และเทศกาลต่าง ๆ ของเมืองดานังตลอดทั้งปี

Moana Café คาเฟ่สุดฮิตแห่งเมืองซาปา เวียดนาม จุดเช็กอินวิวภูเขาสุดอลังการแห่งเมืองสายหมอก

Moana Café คาเฟ่สุดฮิตแห่งเมืองซาปา เวียดนาม จุดเช็กอินวิวภูเขาสุดอลังการแห่งเมืองสายหมอก

191

เมื่อพูดถึงเมืองท่องเที่ยวทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ชื่อของ ซาปา (Sapa) ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ด้วยเสน่ห์ของเมืองเล็กกลางหุบเขา อากาศเย็นสบาย วิวภูเขาสลับซับซ้อน นาขั้นบันได และวัฒนธรรมชนเผ่าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของซาปา และได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว คือ Moana Café คาเฟ่วิวสวยที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟธรรมดา แต่เป็นพื้นที่สำหรับชมวิว ถ่ายภาพ และสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติแบบเต็มอิ่ม ด้วยการออกแบบพื้นที่ที่ผสมผสานระหว่างคาเฟ่ สวนถ่ายภาพ และจุดชมวิว ทำให้ Moana Café กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางกับ ทัวร์เวียดนาม นิยมแวะมาเก็บภาพความประทับใจ โดยเฉพาะเส้นทางเที่ยวเวียดนามเหนือ ซาปา – ฮานอย รู้จัก Moana Café เมืองซาปา Moana Café Sapa ตั้งอยู่ในเมืองซาปา จังหวัดหล่าวกาย (Lao Cai) ทางภาคเหนือของประเทศเวียดนาม เป็นคาเฟ่ชื่อดังที่ได้รับการออกแบบให้เป็นจุดชมวิวและสถานที่ถ่ายภาพสำหรับนักท่องเที่ยว ความโดดเด่นของที่นี่คือสามารถมองเห็นวิวภูเขาและธรรมชาติของซาปาได้แบบกว้างไกล โดยเฉพาะในวันที่อากาศดี นักท่องเที่ยวสามารถชมภาพภูเขาสูง ท้องฟ้า และสายหมอกที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองซาปา ชื่อของ Moana Café ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศแบบ Tropical และธรรมชาติ ทำให้พื้นที่ภายในร้านถูกตกแต่งด้วยมุมถ่ายภาพหลากหลายรูปแบบ ทั้งแนวธรรมชาติ โมเดิร์น และแฟนตาซี

พระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) วัดโคโตกุอิน แลนด์มาร์กเก่าแก่แห่งเมืองคามาคุระ

พระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) วัดโคโตกุอิน แลนด์มาร์กเก่าแก่แห่งเมืองคามาคุระ

106

พระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คามาคุระ ไดบุตสุ (Kamakura Daibutsu) เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ภายในบริเวณ วัดโคโตกุอิน (Kotoku-in Temple) เมืองคามาคุระ จังหวัดคานากาวะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว ด้วยความยิ่งใหญ่ขององค์พระที่มีความสูงกว่า 11 เมตร ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 700 ปี และความงดงามท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าของญี่ปุ่น ทำให้พระใหญ่ไดบุตสุกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก และเป็นจุดหมายสำคัญในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางโตเกียวและคันโต นอกจากความงดงามทางศิลปะแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวญี่ปุ่น รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญมากมาย ตั้งแต่ยุคคามาคุระจนถึงปัจจุบัน รู้จักพระใหญ่ไดบุตสุ (Great Buddha of Kamakura) พระใหญ่ไดบุตสุแห่งคามาคุระ เป็นพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ (Amida Buddha) ประดิษฐานอยู่ภายในวัดโคโตกุอิน เมืองคามาคุระ จังหวัดคานากาวะ เดิมทีพระพุทธรูปองค์นี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1252 ในสมัยคามาคุระ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองคามาคุระเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการปกครองของญี่ปุ่น องค์พระถูกสร้างขึ้นด้วยทองสัมฤทธิ์ มีน้ำหนักประมาณ 121 ตัน และมีความสูงประมาณ 11.3 เมตร เมื่อรวมฐานแล้วมีความสูงมากกว่า 13 เมตร ทำให้เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปกลางแจ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สิ่งที่ทำให้พระใหญ่ไดบุตสุมีความพิเศษคือ เดิมองค์พระเคยประดิษฐานอยู่ภายในวิหารขนาดใหญ่ แต่หลังจากเกิดภัยธรรมชาติหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์สึนามิในศตวรรษที่ 15 อาคารโดยรอบได้รับความเสียหาย จนเหลือเพียงองค์พระที่ยังคงตั้งอยู่กลางแจ้งมาจนถึงปัจจุบัน

หมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านเทพนิยายแห่งญี่ปุ่น จุดเช็กอินสุดน่ารักแห่งคิวชู

หมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) หมู่บ้านเทพนิยายแห่งญี่ปุ่น จุดเช็กอินสุดน่ารักแห่งคิวชู

105

ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสีและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมีเมืองเล็ก ๆ ที่ซ่อนเสน่ห์เฉพาะตัว เต็มไปด้วยธรรมชาติ วัฒนธรรม และบรรยากาศแสนอบอุ่น หนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่นักท่องเที่ยวคือ หมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) เมืองเล็กแสนโรแมนติกในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ด้วยภาพลักษณ์ของหมู่บ้านสไตล์ยุโรปหลังเล็ก ๆ อาคารไม้สีอบอุ่น ถนนหิน ร้านค้าสุดน่ารัก และบรรยากาศคล้ายหลุดออกมาจากโลกแห่งนิทาน ทำให้ Yufuin Floral Village กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางกับ ทัวร์ญี่ปุ่น นิยมแวะมาเยือน โดยเฉพาะเส้นทางเที่ยวคิวชู ยูฟุอินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ถ่ายภาพสวยเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองออนเซ็นชื่อดังที่มีธรรมชาติสวยงาม รายล้อมด้วยภูเขาและทะเลสาบ รวมถึงมีร้านค้า คาเฟ่ และกิจกรรมมากมายที่สะท้อนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม รู้จักหมู่บ้านยูฟุอิน (Yufuin Floral Village) Yufuin Floral Village ตั้งอยู่ในเมืองยูฟุอิน จังหวัดโออิตะ (Oita Prefecture) ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู เป็นหมู่บ้านจำลองขนาดเล็กที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชนบทในประเทศอังกฤษ โดยออกแบบให้มีบรรยากาศเหมือนหมู่บ้านในเทพนิยาย ภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยอาคารไม้สไตล์ยุโรปหลังเล็ก ๆ สีสันอบอุ่น ร้านขายของที่ระลึก คาเฟ่ ร้านขนม และร้านค้าธีมตัวละครยอดนิยม ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวทุกวัย ตั้งแต่เด็ก ครอบครัว คู่รัก ไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ แม้พื้นที่ของหมู่บ้านจะไม่ใหญ่มาก แต่ทุกมุมได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน มีทั้งสวนดอกไม้ ต้นไม้เล็ก ๆ และมุมถ่ายภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในหมู่บ้านยุโรปกลางชนบท

โบสถ์สีชมพู (Danang Cathedral) แลนด์มาร์กแห่งเมืองดานัง สถาปัตยกรรมยุโรปใจกลางเวียดนาม

โบสถ์สีชมพู (Danang Cathedral) แลนด์มาร์กแห่งเมืองดานัง สถาปัตยกรรมยุโรปใจกลางเวียดนาม

131

เมื่อพูดถึงเมืองดานัง (Da Nang) ประเทศเวียดนาม หลายคนอาจนึกถึงชายหาดสวย บานาฮิลล์ สะพานมังกร หรือภูเขาหินอ่อน แต่ท่ามกลางสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังเหล่านั้น ยังมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่โดดเด่นและเป็นภาพจำของเมืองดานัง นั่นคือ โบสถ์สีชมพู (Danang Cathedral) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า โบสถ์คริสต์สีชมพูดานัง ด้วยอาคารสีชมพูพาสเทลอันเป็นเอกลักษณ์ ยอดแหลมสไตล์โกธิก และบรรยากาศที่แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป ทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมถึงเป็นสถานที่ที่มักถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรม ทัวร์เวียดนาม เส้นทางดานัง ฮอยอัน และเว้ แม้จะเป็นโบสถ์ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่เสน่ห์ของ Danang Cathedral อยู่ที่ความเรียบง่าย ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมยุโรปยุคอาณานิคมฝรั่งเศสกับสีสันสดใสที่หาได้ยาก ทำให้ทุกมุมของโบสถ์สามารถเป็นภาพถ่ายที่สวยงามและน่าจดจำ รู้จักโบสถ์สีชมพู ดานัง (Danang Cathedral) Danang Cathedral มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Da Nang Cathedral หรือในภาษาเวียดนามเรียกว่า Nhà thờ Con Gà ซึ่งมีความหมายว่า "โบสถ์ไก่" เนื่องจากบริเวณยอดหอคอยของโบสถ์มีรูปปั้นไก่สีเทาตั้งอยู่ด้านบน เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่มาของชื่อเรียกนี้ โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1923 ในช่วงที่เวียดนามยังอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส โดยบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาคริสต์ของชุมชนในเมืองดานัง ด้วยระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 1 ปี โบสถ์แห่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่สะท้อนอิทธิพลของฝรั่งเศสในเวียดนามได้อย่างชัดเจน ทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิก (Gothic Architecture) หน้าต่างกระจกสี และโครงสร้างอาคารที่มีความสูงสง่างาม

หมู่บ้านกังหันลมซานสคันส์ (Zaanse Schans) แลนด์มาร์กเนเธอร์แลนด์ที่ต้องไปสักครั้ง

หมู่บ้านกังหันลมซานสคันส์ (Zaanse Schans) แลนด์มาร์กเนเธอร์แลนด์ที่ต้องไปสักครั้ง

102

ทำความรู้จักหมู่บ้านกังหันลมซานสคันส์ (Zaanse Schans) หากพูดถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น กังหันลมขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้าสีเขียว บ้านไม้สไตล์ดัตช์ และรองเท้าไม้ (Clogs) ซึ่งภาพเหล่านี้สามารถพบเห็นได้อย่างครบถ้วนที่ หมู่บ้านกังหันลมซานสคันส์ (Zaanse Schans) สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) และเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโปรแกรม ทัวร์เนเธอร์แลนด์ ที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องแวะมาเยือน หมู่บ้านแห่งนี้เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง (Open-Air Museum) ที่รวบรวมวิถีชีวิตของชาวดัตช์ในช่วงศตวรรษที่ 17–18 เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งกังหันลมโบราณ บ้านไม้สีเขียวริมคลอง โรงงานผลิตชีส โรงงานทำรองเท้าไม้ และเวิร์กช็อปงานฝีมือแบบดั้งเดิม ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวเนเธอร์แลนด์ได้อย่างใกล้ชิด ด้วยทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาด บรรยากาศอันเงียบสงบ และเอกลักษณ์ที่หาชมได้ยากในโลกปัจจุบัน ทำให้ Zaanse Schans ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยที่สุดของประเทศ และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่เดินทางมา ทัวร์เนเธอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน หรือฤดูหนาว ต่างก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine) เกียวโต แลนด์มาร์กเสาโทริอิยักษ์และสวนญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาด

ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine) เกียวโต แลนด์มาร์กเสาโทริอิยักษ์และสวนญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาด

90

ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine) สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเมืองเกียวโต หากพูดถึงเมืองเกียวโต หลายคนมักนึกถึงวัดคิโยมิสึเดระ ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ หรือวัดคินคะคุจิ แต่ยังมีอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่โดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสวนญี่ปุ่นอันงดงาม นั่นคือ ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine หรือ Heian Jingu) หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนิยมเดินทางมาเยือนเมื่อมา ทัวร์ญี่ปุ่น สิ่งแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนคือ เสาโทริอิสีแดงขนาดมหึมา ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บริเวณทางเข้าสู่ศาลเจ้า ถือเป็นหนึ่งในเสาโทริอิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น มองเห็นได้จากระยะไกลและกลายเป็นสัญลักษณ์ของย่านโอคาซากิ (Okazaki) ในเมืองเกียวโต นอกจากความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ยังโดดเด่นด้วยสวนญี่ปุ่นระดับมาสเตอร์พีซที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของเกียวโต มีพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร เต็มไปด้วยบ่อน้ำ สะพานไม้ ดอกซากุระ ไอริส และต้นเมเปิลที่ผลัดเปลี่ยนสีตามฤดูกาล ทำให้สามารถเดินเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ด้วยความสวยงามและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศาลเจ้าเฮอันจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มักถูกรวมอยู่ในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางโอซาก้า–เกียวโต–นารา เพราะสามารถเที่ยวได้สะดวกและใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็สัมผัสเสน่ห์ของเกียวโตได้อย่างเต็มอิ่ม

ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ Dazaifu Tenmangu ฟุกุโอกะ ศาลเจ้าแห่งการศึกษา

ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ Dazaifu Tenmangu ฟุกุโอกะ ศาลเจ้าแห่งการศึกษา

138

หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฟุกุโอกะ หลายคนอาจนึกถึงอาหารท้องถิ่น เมืองฮากาตะ หรือแหล่งช้อปปิ้งใจกลางเมือง แต่หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนความเชื่อและจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้ง คือ ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ (Dazaifu Tenmangu : 太宰府天満宮) ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศาลเจ้าเทนมังกุที่สำคัญที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงในฐานะ "ศาลเจ้าแห่งการศึกษา" เนื่องจากเป็นสถานที่สักการะเทพเจ้าแห่งความรู้ การเรียน และปัญญา ทุกปีจะมีนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองจากทั่วประเทศญี่ปุ่นเดินทางมายังศาลเจ้าแห่งนี้ เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จในการสอบ การเรียน และเส้นทางอาชีพในอนาคต ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน สถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม สวนสวย และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ทำให้ Dazaifu Tenmangu เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางฟุกุโอกะ–คิวชู ประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุ ศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกุตั้งอยู่ในเมืองดาไซฟุ จังหวัดฟุกุโอกะ โดยมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี และเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ ซุกาวาระ โนะ มิชิซาเนะ (Sugawara no Michizane) ซุกาวาระ โนะ มิชิซาเนะ เป็นนักปราชญ์ นักการเมือง และกวีผู้มีชื่อเสียงในยุคเฮอัน (Heian Period) ของญี่ปุ่น ท่านได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถด้านการศึกษาและวรรณกรรมอย่างโดดเด่น ในช่วงชีวิตของท่าน มิชิซาเนะเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก แต่ภายหลังเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ท่านถูกส่งมายังเมืองดาไซฟุ ซึ่งในอดีตเป็นศูนย์กลางการปกครองของภูมิภาคคิวชู หลังจากท่านเสียชีวิต ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าวิญญาณของท่านมีพลังด้านความรู้และปัญญา จึงเกิดการสร้างศาลเจ้าเพื่อบูชาและระลึกถึงท่านในฐานะ เทพเทนจิน (Tenjin) ต่อมาศาลเจ้าแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความศรัทธาที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการขอพรด้านการศึกษาและความสำเร็จ

ศาลเจ้าคุชิดะ Kushida Shrine ฟุกุโอกะ เที่ยวศาลเจ้าเก่าแก่แห่งฮากาตะ

ศาลเจ้าคุชิดะ Kushida Shrine ฟุกุโอกะ เที่ยวศาลเจ้าเก่าแก่แห่งฮากาตะ

121

หากพูดถึงเมืองฟุกุโอกะ (Fukuoka) หนึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคคิวชู ประเทศญี่ปุ่น หลายคนอาจนึกถึงอาหารชื่อดังอย่างราเมงฮากาตะ แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ หรือบรรยากาศเมืองที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยและวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ท่ามกลางความคึกคักของย่านฮากาตะ ยังมีสถานที่หนึ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองมาอย่างยาวนาน นั่นคือ ศาลเจ้าคุชิดะ (Kushida Shrine : 櫛田神社) ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง และถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองฟุกุโอกะ ศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการสักการะขอพรเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวฮากาตะได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นสถานที่จัดเทศกาลชื่อดังระดับประเทศอย่าง ฮากาตะ กิอง ยามาคาสะ (Hakata Gion Yamakasa) ด้วยบรรยากาศอันสงบ เสาโทริอิสีแดง สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทำให้ศาลเจ้าคุชิดะเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความนิยมในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางฟุกุโอกะ–คิวชู ประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าคุชิดะ (Kushida Shrine) ศาลเจ้าคุชิดะถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 757 ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,200 ปี โดยมีความเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ความเชื่อและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในพื้นที่เมืองฮากาตะ ในอดีตเมืองฮากาตะเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่น เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับคาบสมุทรเกาหลีและเอเชียตะวันออก ทำให้เป็นศูนย์กลางทางการค้า การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการเดินทางระหว่างประเทศ ศาลเจ้าคุชิดะจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะสถานที่ที่ชาวเมืองเดินทางมาสักการะเพื่อขอพรเกี่ยวกับความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง และความอุดมสมบูรณ์ เทพเจ้าหลักที่ประดิษฐานภายในศาลเจ้า ได้แก่ Amaterasu Omikami เทพีแห่งดวงอาทิตย์ หนึ่งในเทพเจ้าที่สำคัญที่สุดของศาสนาชินโต Ohatanushi no Mikoto เทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องและความเจริญรุ่งเรือง Susanoo no Mikoto เทพแห่งการกำจัดสิ่งชั่วร้ายและการป้องกันภัย ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ ทำให้ชาวฟุกุโอกะนิยมเดินทางมาขอพร โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ความสำเร็จ การงาน และความปลอดภัยในการเดินทาง

หมู่บ้านน้ำใส (Oshino Hakkai) เสน่ห์แห่งธรรมชาติใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ

หมู่บ้านน้ำใส (Oshino Hakkai) เสน่ห์แห่งธรรมชาติใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ

117

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถสะท้อนภาพความงดงามของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ หลายคนอาจนึกถึงโตเกียว เกียวโต หรือโอซาก้า แต่หากต้องการสัมผัสบรรยากาศญี่ปุ่นแบบเรียบง่าย รายล้อมด้วยธรรมชาติ และมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิอันยิ่งใหญ่ หมู่บ้านน้ำใส (Oshino Hakkai) คือหนึ่งในจุดหมายที่ไม่ควรพลาด หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ บริเวณเชิงภูเขาไฟฟูจิ โดดเด่นด้วยบ่อน้ำธรรมชาติ 8 แห่งที่เกิดจากน้ำหิมะและน้ำฝนซึมผ่านชั้นลาวาภูเขาไฟเป็นเวลาหลายปี จนกลายเป็นน้ำใสบริสุทธิ์ที่สามารถมองเห็นพื้นบ่อได้อย่างชัดเจน ด้วยความงดงามของบ่อน้ำใส บ้านเรือนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ทุ่งนา และวิวภูเขาไฟฟูจิที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง ทำให้ Oshino Hakkai กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และมักถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น เส้นทางโตเกียว–ฟูจิ–คาวากุจิโกะ ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ถ่ายภาพสวยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และความสัมพันธ์ระหว่างชาวญี่ปุ่นกับธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง

วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) วัดทองแห่งเกียวโต มรดกโลกสุดงดงามที่ต้องไปเยือน

วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) วัดทองแห่งเกียวโต มรดกโลกสุดงดงามที่ต้องไปเยือน

104

หากพูดถึงเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างใฝ่ฝันอยากมาเยือนสักครั้ง คือ วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ วัดทอง ศาสนสถานอันงดงามที่โดดเด่นด้วยอาคารสีทองอร่ามสะท้อนผืนน้ำอย่างสง่างาม จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเกียวโตและเป็นจุดหมายยอดนิยมของผู้เดินทางกับ ทัวร์ญี่ปุ่น วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากอาคาร "Golden Pavilion" หรือศาลาทองสามชั้นที่หุ้มด้วยแผ่นทองคำเปลวแท้ สถาปัตยกรรมอันวิจิตรผสานกับสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมและสระน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกิดภาพทิวทัศน์ที่งดงามราวกับภาพวาดในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นช่วงดอกซากุระบาน สีเขียวสดของฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง หรือหิมะสีขาวที่ปกคลุมในฤดูหนาว นอกจากความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมแล้ว วัดคินคะคุจิยังสะท้อนแนวคิดด้านพุทธศาสนา ศิลปะญี่ปุ่น และวิถีชีวิตของชนชั้นปกครองในยุคมุโรมาจิได้อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นสถานที่ที่ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาด ประวัติความเป็นมาของวัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) วัดคินคะคุจิมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Rokuon-ji (鹿苑寺) เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นคฤหาสน์ของขุนนาง ก่อนที่ โชกุนอาชิคางะ โยชิมิตสึ (Ashikaga Yoshimitsu) จะซื้อไว้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 14 และสร้างเป็นวิลล่าพักผ่อนที่มีความงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น หลังจากโชกุนโยชิมิตสึถึงแก่อสัญกรรม ได้มีการเปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็นวัดในนิกายเซนตามความประสงค์ของท่าน จนกลายเป็นวัดสำคัญของเมืองเกียวโต และเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมสวนญี่ปุ่นในยุคมุโรมาจิ แม้อาคารดั้งเดิมจะถูกเพลิงไหม้ในปี ค.ศ. 1950 แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้บูรณะขึ้นใหม่อย่างพิถีพิถันในปี ค.ศ. 1955 โดยคงรูปแบบดั้งเดิมไว้มากที่สุด ปัจจุบันอาคารที่เห็นคือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดีและยังคงความงดงามไม่ต่างจากในอดีต ทำไมวัดคินคะคุจิจึงถูกเรียกว่า "วัดทอง"? เหตุผลที่วัดแห่งนี้ได้รับสมญานามว่า วัดทอง (Golden Pavilion) มาจากอาคารหลักสามชั้นที่มีชื่อว่า "คินคะคุ" ซึ่งชั้นที่สองและชั้นที่สามหุ้มด้วยแผ่นทองคำเปลวบริสุทธิ์ ทำให้เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ อาคารจะเปล่งประกายสีทองอย่างงดงาม ทองคำที่ใช้ไม่ได้มีไว้เพื่อความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนแนวคิดทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ การหลุดพ้น และแสงแห่งปัญญา จึงทำให้อาคารแห่งนี้มีทั้งคุณค่าทางศิลปะและคุณค่าทางจิตวิญญาณ องค์ประกอบ รายละเอียด ชื่อทางการ Rokuon-ji (วัดโรคุองจิ) ชื่อที่รู้จักทั่วไป วัดคินคะคุจิ หรือ วัดทอง (Golden Pavilion) ก่อสร้างครั้งแรก ปลายศตวรรษที่ 14 ในสมัยโชกุนอาชิคางะ โยชิมิตสึ มรดกโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ในปี ค.ศ. 1994